หยาดน้ำ...ที่ระเหยขึ้นเป็นเมฆ ...ก่อนที่จะถูกควบแน่น...ตกลงมาเป็นฝน
ที่มาของ "เมฆิณวิรุณธารา" ชื่อรุ่นของพวกเรานั่นเอง
เมื่อวันที่ 23-24 มีนาคม 2552 ซึ่งเป็น "วันปัจฉิมนิเทศ" เป็นครั้งแรกที่จัดขึ้น "ภายในโรงเรียน"
มีผู้เข้ามารวมงาน ราวๆ 50% จากนักเรียนทั้งหมด 430 คน
ซึ่งสิ่งที่ผมเกริ่นมานั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้เลยสักนิด !!!
--------------------------------------------------------------------------------------
หากย้อนไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในวันที่ผมตัดสินใจ เลือกที่จะยื่นใบสมัครสอบ
ณ โรงเรียนใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง ที่ชื่อ "โรงเรียนศรีอยุธยา" ทั้งๆที่ผม
ไปรับใบสมัครถึง 2 ที่ด้วยกัน...แต่ผมกลับเขียนใบนี้ และตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะเรียนที่นี่...
โดยที่ไม่ฟังเสียงคัดค้านจากใครๆ
ภายหลังที่ผมทราบว่า...ผมได้เข้ามาเรียนที่นี่ ในฐานะ นักเรียนนอกเขตพื้นที่ ซึ่งรับแค่ 30% ในสมัยนั้น
หลังจากนั้น ผมก็ได้เข้าสอบแยกห้อง เพื่อให้ทราบว่าจะได้อยู่ห้องอะไรกันบ้าง
จนผมนั้น สอบเข้าได้ ห้อง ม.1/2 ด้วยคะแนนที่..ก็ไม่ได้ดีเด่อะไรนัก..
อ้อ รู้สึกตอนนั้น มีคนสอบได้สูงที่สุดในระดับด้วยล่ะ ชื่อ ธรรมชาติ ดำรงจักษ์ คะแนน 70 กว่าๆ นะ จำไม่ค่อยได้แล้ว
ด้วยความที่ผมเป็นพวก "ประหลาด" ตัวใหญ่ผิดมนุษย์ ทำให้ทุกคนในห้องต่าง....(เฮ้อ กูก็กลัวสิวะ)
และประกอบกับ..ผมเอง ที่ปรับตัวเข้าหาคนอื่นได้ยากในสมัยนั้น...
ผมจึงมีแต่กลุ่มเพื่อนผู้ชาย..."ที่คอยแต่จะขับใสให้ออกไปจากกลุ่ม.."
จะว่าไป คนที่ผมรู้จักคนแรก...คือ ไอ้บุ้ค... มันเคยเรียนโรงเรียนเดียวกับผมตอนประถม.. รู้จักกันมาบ้างนิดหน่อย
แต่แล้ว ผมกับมัน ก็มีเรื่องทะเลาะกัน...จนโกรธกันไปหลายเดือน
ช่วงนั้น ผมเหงามาก... ไม่มีใครเลย...ไม่มีสักคนเดียว คนที่เคยเป็นเพื่อนกัน ก็เมินหน้า...
จนผมไปขอโทษมัน เพื่อนผมก็กลับกันมาทีละคน...
วิชาวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาที่ผมรู้สึก "อึดอัดที่สุดในโลก" ในช่วงนั้น....
ผมต้องเป็นผู้ชายคนเดียวที่โดนจับให้เข้ามาอยู่ในกลุ่ม ที่มีผู้หญิงถึงห้าคน.. และก็ไม่ได้คุยอะไรกันด้วยนะ..
เราก็ทำตัวเงียบๆจนเราอึดอัดเสียเอง.... (ซึ่งผมก็คิดว่า มันก็คงอึดอัดเช่นกันแหละ..เนาะ..)
พอผมขึ้น ม.2 ผมก็ยังทำตัวโดดเดี่ยวเหมือนเดิม...
แต่ก็มีที่พึ่งทางใจ ก็คือ ห้อง E-Learnning เป็นห้องที่ผม ไปนั่งบ่อยๆช่วงเที่ยงช่วงเย็น
เนื่องจากไม่รู้จะคุยกับใคร คุยกับคอมก็ได้วะ..
ช่วงนั้นมีอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่ผมไม่ชอบพฤติกรรมของเขาอย่างมากทีเดียว
แต่ผมไม่ขอพูดนะ มันจะเป็นการ หมิ่นประมาท ไปซะก่อน
ม.2 เคยโดนเพื่อนแกล้งให้นั่งคนเดียว ในชม.วิทย์ ช่วงนั้นผมล่ะแค้นเพื่อนคนนึงมาก... มันรู้ว่าผมเข้ากับผู้หญิงไม่ค่อยจะได้มันก็ได้ทีขี่แพะไล่... ร้องไห้โฮออกมาเลยล่ะ...
พอขึ้น ม.3 ผมนะปฏิญาณตนกับตัวเองไว้เลยนะว่า..จะต้องอยู่ได้ทุกกลุ่ม...
แต่พอทำขึ้นมาจริงๆ ก็เหมือนกับอยู่โดดเดี่ยวเหมือนเดิม....
ช่วงนี้ก็มีเรื่องนะ แต่มีต่างห้อง...ตอนนั้นเอาตีนตบ เอ๊ย รองเท้าเป็นอาวุธกลางงานวันแม่เลย..จะให้อยู่เฉยไหมล่ะ อยู่ๆแม่งก็เอานิ้วมาจิ้มตูดกู...
อ้อ ม.3 ตอนนั้นก็ใช้ E-Learnning เป็นที่พึ่งทางใจเหมือนเดิม.... และมีเพื่อนต่างห้องคนนึงที่ผมรักมันมากเลยล่ะ
ไอ้ต๊ะ...มันชอบไปกินข้าวเป็นเพื่อนตอนเช้าๆประจำ.. ต้องขอบใจมันล่ะที่ทำให้กุไม่เหงาให้มากนัก...
ช่วงม.ต้นผ่านไปอย่างกระท่อนกระแท่น...ผมยังเลือกทางชีวิตตัวเองยังไม่ได้..
ตอนช่วงม.ปลาย.. ผมก็ได้เลือกแผนไว้สองแผน ก็คือ แผนวิทย์กะแผนคำนวณ ซึ่งผมก็ได้แผนคำนวณโปรแกรมหนึ่ง (ธุรกิจ) และนั่นเอง ผมก็ได้ปฏิญาณไว้อย่างแรงว่า..ผมจะมีเพื่อนให้ได้....
ม.4/4 จุดเริ่มต้นชีวิตม.ปลายของผม... ทางเดินชีวิตบิดเบี้ยวเปลี่ยนเส้นทางไปมาเหมือนกับเส้นทางรถไฟอย่างไรอย่างนั้น...ในที่สุดผมก็มีเพื่อนใหม่..(ทั้งๆเคยอยู่ห้องเดียวกัน..) ไอ้วาว.. ที่มันชอบว่าตัวเองเป็นผู้ชายอ่ะนะ...
และไอ้เซ้น ไอ้เนส ไอ้เชา ซึ่งเป็น "เพื่อนใหม่" ที่เพิ่งจะเข้ามาตอนม.ปลาย
แต่เหตุการณ์บ้าบอก็เกิดขึ้นมาอีก...และตอนนั้น... มันทำให้เพื่อนในห้อง มองผมในมุมที่ติดลบ...
ผมไปทะเลาะ ไม่สิ เขาเรียกว่า แสดงกิริยาอันไม่บังควร ในฐานะศิษย์กับครู...
และมันทำให้ผมได้ คุณสมบัติอันพึงประสงค์ในม.4 แค่ 1
แต่ผมก็เริ่มสนิทกับเพื่อนบางกลุ่มบางคนมากขึ้น... แต่ก็มีบางกลุ่ม ที่ผมไม่กล้า..เข้าไปคุยด้วย...
เพราะอคติส่วนตัวอันไร้สาระของผม...
"พวกนั้นมันเทพ แตะต้องไม่ได้"
"แม่งกุมอำนาจ...ของทั้งห้องเลยหรือไงวะ"
และในขณะเดียวกัน...ผมก็บ้าบอ...ไปแอบชอบ เทพ ตนหนึ่ง อีกแหน่ะ... งี่เง่าดีว่ะ...
และก็นั่นแหละ...ผมก็แอบชอบมันตอนม.4 เทอมปลายล่ะมั้ง...แต่โดนบีบคอให้บอกจากเพื่อนสองคน...จนหลุดออกมา...
แต่เรื่องนั้น...ก็กลายเป็นว่า มีคนรู้อยู่ประมาณ ไม่ถึง 10 คน...
ดีแล้วล่ะ เพราะมันเป็นความหลง ไร้สาระ..
พอมาถึง ม.5 เป็นยุค แทบที่จะว่า เป็นยุคเริ่มมีการพัฒนาล่ะมั้งนะ... ผมเริ่มช่วยงานห้อง และ บ่นก่นด่าคนเป็นครั้งแรกของโลก..
อย่างบล็อกนี้ ผมเคยด่าเอาไว้ ซึ่งก็มีคนด่ากลับ เยอะ ถึงเก้าเม้น
http://deweyxx.exteen.com/20071116/entry
ยอมรับนะว่าตอนเขียนนี่เขียนด้วยอารมณ์จริงๆ และพอนั่งคิดอีกทีก็กลัวเสียเพื่อนจริงๆล่ะนะ...
เราทุ่มกันสุดตัวในการหาเสียง ทุกๆอย่าง สำหรับผม มันสนุกมากนะ สนุกจริงๆ.... ผมคิดว่ามันมีอะไรที่ดีมากขึ้นกว่าเดิมนะ...สำหรับตัวผม
การที่ผมได้เห็นเพื่อนในห้อง มีหลายรสชาติ ทั้งสามัคคี ทั้งทะเลาะ ทั้งเอือมระอาผสมกันไป....
จนถึง ม.6 ทางอันแสงสว่าง ในการก้าวเป็นผู้นำของบุคคลทั้งหมด 132 คน....
ผมได้รับเลือกเป็น ประธานสภานักเรียน.. ดังที่ผมตั้งใจไว้...
ผมต้องการที่จะพัฒนาโรงเรียน อยากเห็นการพัฒนาสักอย่าง ผมจึงขึ้นไปเป็นตัวแทนห้องใน ม.6
ทั้งๆที่ผม ไม่เคยเป็นสภานักเรียน ไม่รู้ระบบสภานักเรียน มาก่อนเลยในชีวิตนี้..
นับว่าโชคดีมากนะ...ที่ผมได้ขึ้นมาทำงานในตำแหน่ง และ เป็นผู้นำในการสร้างปัญหา เอ๊ย แก้ปัญหาสิฟะ..
และได้ร่วมทำงานกับพวกกรรมการนักเรียน หรือย่อว่า กน. นั่นล่ะ...
จากตอนแรกที่ไม่สนิทกับใครเลย...ก็เริ่มสนิทกัน (ล่ะมั้ง)
เริ่มรู้ว่าตัวเอง "ยิ้ม" เก่งขึ้น...
ไม่รู้สิ อาจเพราะว่ามีความสุขล่ะมั้งนะ...
หลังจากหลายเดือนที่ผมเข้ามาร่วมงานกับ กน. ..ผมก็ได้ลบล้างความคิดบ้าบอเก่าๆออกไป....เริ่มเปลี่ยนความคิดและอคติเก่าๆออกไปให้หมด...ทำตัวเองให้ยิ้มง่ายขึ้น...พูดอะไรที่ดูแป้กๆไม่ตลกไปบ้างก็ช่างมัน... แต่สิ่งที่ได้เห้น...คือ "รอยยิ้ม" ที่ส่งกลับมา ส่งกลับมาให้เรา..และที่สำคัญ มันมาจากคน "ที่ไม่เคยยิ้มให้เรา" แม้แต่ครั้งเดียว มันทำให้ตัวผมรู้...รู้ว่า ผมมาถูกทางแล้วล่ะ...
สุดท้าย ขอบใจเพื่อนๆทุกคน ที่คอยเป็น "กระจกเงา" ให้ผมเสมอมา... ผมเชื่อว่า เวลาที่อยากให้ใครมายิ้มให้เรา เราต้องยิ้มก่อน...เพราะคนอื่นก็เหมือนกระจก... หากเราไม่ยิ้มให้กระจก แล้วกระจกเหล่านั้นจะมายิ้มให้เราได้อย่างไร .... และ ก็ขอบใจไอ้บุ้คด้วย...ที่เคยพูดอะไรที่ถึงลูกถึงคนกับตัวกูในหลายๆเรื่อง
และสุดท้ายจริงละ... = = ต้องขอขอบใจ "เธอคนนั้น" ที่สอนให้รู้ว่า แอบรัก มันเป็นไง..
- ปล. ผมคงจะเลิกเขียนแล้วล่ะ...ครบแล้วสามปี คงไม่มีอะไรแล้ว...
edit @ 24 Mar 2009 13:04:45 by ดิวอี้ลัลล้า~
edit @ 24 Mar 2009 18:29:03 by ดิวอี้ลัลล้า~
edit @ 24 Mar 2009 18:29:59 by ดิวอี้ลัลล้า~